|
โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นอาการที่เกิดจากเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนที่ฉาบผิวกระดูกข้อเข่า ซึ่งมีหน้าที่ลดการเสียดสีกันขณะมีการใช้งานข้อเข่า เมื่อกระดูกอ่อนผุพังหรือบางลงก็จะทำให้ข้อต่อเสียดสีกันมากจนเกิดการอักเสบ ดังรูปด้านล่าง พบได้ในช่วงอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป และพบมากในช่วงอายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไป ผู้ป่วยจะมีอาการข้อฝืดขณะที่นั่งนานๆแล้วเปลี่ยนท่า หรือขณะเปลี่ยนอิริยาบถ จะสังเกตได้ว่ามีเสียงในข้อเข่าเมื่อขยับตัวเปลี่ยนท่า มีความรู้สึกคล้ายข้อเข่าล็อค บางรายอาจมีข้อเข่าบวมโต อุ่นๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งแสดงว่าข้อเข่ามีการอักเสบ ถ้าในรายที่เป็นรุนแรงข้อเข่าจะผิดรูป กลายเป็นเข่าโกง เข่าติดแข็ง งอได้ไม่สุด และกล้ามเนื้อลีบเล็กลงได้ สาเหตุของการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม
มักเกิดจากการใช้งานมานาน จนข้อเข่าเสื่อมไปตามวัย หรือจากการใช้งานที่ไม่ถูกต้องทำให้ข้อเสื่อมก่อนวัยอันควร เช่น นั่งยองทำงานบ่อยๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ชอบนั่งงอเข่า พับเพียบ คุกเข่า มีการเล่นกีฬาที่ต้องกระโดดกระแทกบ่อยๆ หรือมีภาวะเอ็นในข้อเข่าฉีกขาด หมอนรองกระดูกในเข่าฉีกขาด น้ำหนักตัวมาก ใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสม หรือมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม ขาดวิตามินและแร่ธาตุ องค์ประกอบเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุให้ข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควรได้ทั้งสิ้น แนวทางการรักษาทางกายภาพบำบัด การรักษาทางกายภาพบำบัดเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม โดยมีเป้าหมายดังนี้
เครดิตภาพ isanook.com www.siamhealth.net กภ.สุภาพร มณีจำรัส ราชพฤกษ์คลินิกกายภาพบำบัด
0 Comments
ภาวะข้อไหล่ติด ปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้คือ ไม่มีการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน, ได้รับอุบัติเหตุที่ข้อไหล่, เป็นเบาหวาน, ผู้หญิงมักเป็นมากกว่าผู้ชาย, อายุ 40 ปีขึ้นไป เป็นต้น สาเหตุที่ทำให้เกิดจริงๆ ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าเกิดจากเอ็นหุ้มข้อไหล่เกิดการอักเสบและหนาตัวขึ้น จึงทำให้มีอาการปวดข้อไหล่และมีอาการไหล่ติดตามมา อาการของข้อไหล่ติด แบ่งเป็น 3 ระยะคือ ระยะที่ 1 The painful phase: จะมีอาการปวดข้อไหล่โดยเฉพาะปวดขณะมีการเคลื่อนไหว อาการปวดจะเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีการเคลื่อนไหวข้อ ระยะนี้อาจใช้เวลาตั้งแต่ 6 สัปดาห์ไปจนถึง 9 เดือน ระยะที่ 2 The frozen phase: อาการปวดจะลดลง แต่มีการเคลื่อนไหวของข้อที่ลดลง ระยะนี้ข้อไหล่เริ่มติดแข็ง ระยะนี้จะเป็นอยู่ประมาณ 4-9 เดือน ระยะที่ 3 The thawing stage: การเคลื่อนไหวของข้อจะน้อยลงมากยิ่งขึ้น และอาการปวดยังคงมีแต่น้อยกว่า ระยะ1-2 เป็นระยะที่การเคลื่อนไหวของข้อค่อยๆ กลับเป็นปกติได้เอง การรักษาทางกายภาพบำบัด - การใช้ความร้อน เพื่อลดอาการปวด และคลายกล้ามเนื้อ - การกระตุ้นไฟฟ้า - การดัดไหล่ เพื่อเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหว - การออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่ ที่มา :
1. ชนัตถ์ อาคมานนท์. “บทนำ : หลักการเบื้องต้นทางการยศาตร์ ปัญหาสุขภาพในคนงานและบทบาทนักกายภาพบำบัด”.คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล 2. ชนิตถ์ อาคมานนท์. “Psychosocial factor”.คณะกายภพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล 3. http://www.rainbowarokayal.com 4.www.liefpositive.com Neck pain
เป็นอาการปวดที่พบบ่อยรองจากปวดหลัง สาเหตุ เกิดจากกล้ามเนื้อล้า พังผืดกล้ามเนื้อบริเวณคออักเสบ ตกหมอน ได้รับบาดเจ็บบริเวณคอ กระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อม อักเสบติดเชื้อ ข้ออักเสบรูมาตอยด์ เนื้องอก และมะเร็ง วัณโรคกระดูกสันหลังส่วนคอ ใช้กล้ามเนื้อคอและไหล่มาก เช่น การสะพายเป้ หรือกระเป๋าหนักๆ การเล่นกีฬา งานที่ต้องยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ และก้มคอทำงานนานๆ ท่าทางการทำงานที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานๆ การวางตำแหน่งของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไม่ถูกต้อง ปัจจัยเสี่ยงของการเกิด 1 อายุ 2 เพศหญิงเป็นมากกว่าชาย 3 เคยได้รับบาดเจ็บที่คอมาก่อน 4 นอนไม่หลับ สุขภาพจิตไม่ดี 5 ดื่มสุรา สูบบุหรี่(Hogg-Johnson et al., 2008) 6 ใช้ยาสเตียรอยด์ (Steroid) 7 กระดูกสันหลังไม่มั่นคง 8 กระดูกสันหลังผิดรูป อาการปวดแบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ 1. ปวดคอตามแกน หมายถึงการปวดเฉพาะที่ ไม่มีอาการปวดร้าวไปบริเวณใด 2. ปวดส่งต่อ เป็นลักษณะอาการปวดที่ตำแหน่งที่มีพยาธิสภาพที่เป็นสาเหตุของอาการปวด และร่วมกับอาการปวดในตำแหน่งที่อยู่คนละตำแหน่งกับสาเหตุ 3. ปวดร้าวไปตามรากประสาท เป็นอาการปวดซึ่งเกิดขึ้นจากการที่รากประสาทถูกกดเบียดหรือระคายเคืองทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปตามบริเวณของผิวหนังที่เลี้ยงโดยรากประสาทเส้นนั้นๆ การรักษา 1 การกินยาแก้ปวด และ/หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ และ/หรือยาคลายกล้ามเนื้อ 2 การรักษาทางกายภาพบำบัด เช่นการบริหารกล้ามเนื้อคอเพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหว ใช้ความร้อนความเย็น และกระแสชนิดต่างๆจากเครื่องมือทางไฟฟ้า การดึงคอ 3 การผ่าตัดหากอาการรุนแรง บรรณานุกรม 1. กิตติ จิระรัตนโพธิ์ชัย, เสมอเดือน คามวัลย์, ชัช สุมนานนท์. โรคกระดูกสันหลังเสื่อม: หลักฐานเชิงประจักษ์. ขอนแก่น: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยขอนแก่น; 2554. 2. Hogg-Johnson S, van der Velde G, Carroll LJ, Holm LW, Cassidy JD, Guzman J, et al. The burden and determinants of neck pain in the general population: results of the Bone and Joint Decade 2000-2010 3. มัณฑนา วงศ์ศิรินวรัตน์.ดูแลตัวเองด้วยกายภาพบำบัด ปวดคอ:โรงพิมพ์ผีเสื้อ;2552 4. www.nkp-hospital.go.th/institute/physicalmed_56/pFile/k_04.pdf กภ.สุภาพร มณีจำรัส Trigger Finger หรือที่เรียกกกันว่าโรคนิ้วล๊อก ผู้ป่วยจะมีอาการงอนิ้วมือแล้วเหยียดออกไมค่อ่ยได้ มักพบได้ บ่อยในนิ้วหัวแม่มือ นิ้วนาง นิ้วกลาง นิ้วก้อย และนิ้วชี้ ในรายที่เป็นมากผ้ปู่วยอาจจะเป็นได้ทั้ง 5 นิ้วได้ สาเหตขุองโรคนวิ้ลอ็กเกิดจากการอักเสบของเส้นเอ็นกล้ามเนื้อ ที่ทำหน้าที่ในการงอนิ้วมือเสียดสีกับปลอกหุ้มเอ็นกล้ามเนื้อ ที่อยู่บริเวณโคนกระดูกนิ้วมือ เมื่อมีการอักเสบมากขึ้น ปลอกห้มุเอ็นกล้ามเนื้อจะหนาตัวขึ้น ส่วนเอ็นกล้ามเนื้อก็จะนูนบวม เมื่อมีการงอนิ้วแล้วเหยียดออกเส้นเอ็นกล้ามเนื้อก็จะกลับเข้าที่ไปในปลอกห้มุไม่ได้ เราจึงต้องใช้มือค่อยๆจับนิ้วให้เหยียดออก เส้นเอ็นนจึงจะสามารถลอดผ่านเข้าไปได้ มักพบในคนที่มีการใช้งานซ้ำๆ ในทา่กำมือเช่น ถือถุง หิ้วของนานๆ หยิบจับอุปกกณ์ทำงานบ้าน เล่นดนตรี ทำสวนขุดดิน อาจพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อรูมาตอยด์ เบาหวาน ภาวะขาดไทรอยด์ การรักษา ผู้ที่เริ่มมีอาการในระยะแรก ควรเข้ารับการรักษาจะได้ผลเร็ว 1. การรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด -ในระยะแรกเมื่อแพทย์ได้ทาการตรวจวินิจฉัยแล้ว พบว่ามีอาการของโรคนิ้วล๊อค จะแนะนาให้ผ้ปู่วยรับประทาน ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตรียรอยด์ เหมาะสาหรับผ้ปู่วยที่กังวลการฉีดยา -ฉีดยาสเตรียรอยด์เพื่อต้านการอักเสบวิธีนี้อาจจะต้องมีการฉีดยาหลายครั้ง และได้ผลดีในรายที่เป็นระยะแรกๆ -การใส่เฝือกหรืออปุกรณ์ประคองนิ้วมือ ใช้เวลารักษาประมาณ 3-9 สัปดาห์ ได้ผลดีในรายที่มีอาการมากในช่วงตื่นนอนตอนเช้าแต่ไม่หมาะกับผู้ที่เป็นนิ้วล๊อคหลายนิ้ว - การทำกายภาพบำบัดเพื่อรักษาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการอักเสบ ลดปวด เพิ่มมช่วงการเคลื่อนไหวให้กลับมาเป็นปกติ โดยขั้นตอนในการรักษาจะสามารถใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัด เพื่อลดการอักเสบ การออกกำลังกาย และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการดูแลตัวเองให้เหมาะสม 2. การรักษาโดยการผ่าตัด - จะใช้ในกรณีจำเป็นที่อาการของผ้ปู่วยไม่ดีขึ้นหรือเป็นซ้ำบ่อยๆ โดยแพทย์จะตัดปลอกหุ้มเอ็นที่หนาตัวขึ้นที่รัดเอ็นกล้ามเนื้อออก การผ่าตัดจะมี 2 แบบคือการผ่าแบบเปิด แผลกว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร และการผ่าตัดแบบใช้เครื่องมือเล็กๆ เจาะผ่านผิวหนัง โดยผ่าวิธีนี้จะไม่นิยมทำในกรณีที่เป็นนิ้วโป้งและนิ้วชี้ ข้อมลูจาก http://www.chulalongkornhospital.go.th/ http://www.doctor.or.th/article/detail/1133 อาการแสดงและการเกิดโรค 1. ปวด ชาบริเวณฝ่ามือและนิ้วมือจะมีอาการข้างเคียงหรือทั้ง 2 ข้าง มักจะมีอาการเด่นชัดในมือข้างที่ถนัดโดยเฉพาะนิ้วโป้ง ชี้ กลาง และนิ้วนางครึ่งนิ้ว 2. อาการอ่อนแรงของมือ และนิ้วมือ เช่น กำมือได้ไม่แน่น หยิบจับของแล้วหล่นง่าย ถ้าไม่รีบรักษา จะสังเกต เห็นกล้ามเนื้อในมือฝ่อลีบ บางครั้ง อาจพบว่ามีอาการมากขึ้นในตอนกลางคืนบางครั้งผู้ป่วยอาจตื่นขึ้นมาเนื่องจากอาการปวด แต่เมื่อสะบัดข้อมือ แล้วมีอาการดีขึ้น ในยุคปัจจุบันมีการใช้สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์เกือบทุกวัน ทำให้ใช้ข้อมือมากเกินไป เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็มีอาการปวดข้อมือ ชานิ้ว หรือปวดแปล๊บที่นิ้วมือ อาการที่กล่าวมานี้คืออาการของโรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ โรค Carpal Tunnel Syndrome หรือชื่อย่อคือ CTS เป็นโรคที่พบได้บ่อย เกิดจากเส้นประสาทมีเดียน (Median Nerve) ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่เลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณแขน และมือ และรับความรู้สึก บริเวณฝ่ามือ นิ้วโป้ ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และครึ่งหนึ่งของนิ้วนาง เส้นประสาทนี้จะเดินทางตั้งแต่บริเวณต้นคอจนถึงปลายนิ้วมือ ซึ่งบริเวณข้อมือนั้น จะต้องลอดช่องอุโมงค์ที่เรียกว่า Carpal Tunnel เมื่ออุโมงค์นี้เกิดการแคบลงจากสาเหตุต่างๆ เช่นการอักเสบ การบวมน้า หรือมีสิ่งอื่นมากดทับ ก็จะเป็นผลให้เส้นประสาทมีเดียนถูกกดทับ สาเหตุของการเกิดโรค 1. การใช้งานข้อมือในท่าเดิม ๆ อย่างเช่นคนที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์ที่ต้องใช้เมาส์ โดยใช้ข้อมือเป็นจุดหมุน การกดแป้น คีย์บอร์ด การเย็บผ้า การขับรถ 2. การใช้ข้อมือที่มีการงอมือเป็นเวลานาน เช่น การกวาดบ้านนาน ๆ การรีดผ้า การหิ้วถุงที่มีการงอข้อมือ 3. การทำงานที่มีการใช้ข้อมือกระดกขึ้นและการสั่นกระแทก เช่น ช่างฝีมือประเภทต่าง ๆ พนักงานโรงงาน งานที่เกี่ยวกับการก่อสร้างหรืองานคอนกรีต 4. การที่พังผืดหนาตัวมากขึ้น จากสภาพร่างกายที่มีอายุมากขึ้น การวินิจฉัยทางกายภาพบาบัด 1. ใช้การทดสอบ ที่เรียกว่า Tinel's test โดยการเคาะบริเวณตรงกลางข้อมือซึ่งเป็นบริเวณที่เส้นประสาท median nerve ผ่าน จะมีอาการปวดหรือลักษณะไฟช็อต ร้าวไปที่นิ้วมือ การทดสอบนี้มีความไว40-60% มีความจาเพาะ70-94% 2. การตรวจ Phalen's test คือให้งอข้อมือ 90 องศาเป็นเวลา 1 นาที ผู้ป่วยจะมีอาการชา หรืออาการปวดบริเวณฝ่ามือและนิ้วมือ แนวทางการรักษา 1. หลีกเลี่ยงการกระดกข้อมือขึ้นลงในกิจวัตรประจาวัน โดยการเปลี่ยนมาใช้ข้อศอกหรือข้อไหล่ในการทำกิจกรรมต่างๆ แทนเช่น การกวาดบ้าน การแปรงฟัน ฯลฯ เพื่อลดอาการอักเสบบริเวณข้อมือ 2. การทำกายภาพบาบัด เช่น การทำอุลตร้าซาวด์ การบริหารมือ ซึ่งจะได้ผลดีในผู้ที่เริ่มต้นมีอาการไม่มาก 3. การรักษาด้วยยาและการผ่าตัด ออกกำลังกำยเพิ่มกำรเคลื่อนใหวของเอ็นกล้ำมเนื้อ (tendon gliding exercise) ด้วยความปรารถนาดีจาก
ราชพฤกษ์คลินิกกายภาพบำบัด เพราะคุณคือคนสำคัญ ที่เราต้องดูแล Referrence 1. ปราณี ทู้ไพเราะ. คู่มือโรค. กรุงเทพฯ : N P Press Limited Partnership, 2552. 2. ณัฏฐ์ชัย จิตต์ธรรมวาณิช. โรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome . [database on the internet]. ladprao hospital homepage. Available from: http://www.ladpraohospital.com/lph_site2/healthKnowledgesDetail.php?txtID=15. (8 พฤษภาคม 2557) 3. ทิพวรรณ สิทธิ. Carpal tunnel syndrome (โรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ). [database on the internet]. Available from: http://www.pt.mahidol.ac.th/ptclinic/index.php?option=com_content&view=article&id=305:carpal-tunnel-syndrome&catid=55:2009-03-13-03-23-09&Itemid=111&showall=1. (8 พฤษภาคม 2557) 4. สมศักดิ์ ลีเชวงวงศ์. โรคกลุ่มอาการประสาทมือชา (carpal tunnel syndrome). [database on the internet]. Available from: http://www.vichaiyut.co.th/jul/23_03-2545/23_03-2545_P13-14.pdf 5. ธนินนิตย์ ลีรพันธ์. การออกกาลังกายในผู้ที่มีภาวะ Carpal tunnel syndrome. [database on the internet]. Available from: http://www.taninnit.com/index.php?option=com_content&view=article&id=89&Itemid=500 สาเหตุของการปวดคอที่พบบ่อย
โรคหมอนรองกระดูก Cervical Disc Disease หากเราเกิดอุบัติเหตุเช่น รถชนกันทำให้ศีรษะหงายหลัง หรือเกิดจากข้ออักเสบทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมและมีการเลื่อนของหมอน รองกระดูกไปกดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดเหมือนไฟช็อกจากต้นแขนไปปลายแขนร่วมกับอาการชา หากไม่รักษาอาจจะทำให้แขนอ่อนแรงถึงกับเป็นอัมพาต หมอนกระดูกทับเส้นประสาท ท่อไขสันหลังตีบ Cervial stenosis เนื่องจากมีการเสื่อมของกระดูกต้นคอและหมอนรองกระดูกทำให้รูในท่อไขสันหลังแคบจึงมีการกดทับประสาทไขสันหลัง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดต้นคอ ชามือ เดินเร็วจะปวดขา ทำงานที่มีความละเอียดไม่ได้ กระดูกต้นคอเสื่อม Osteoartgritis กระดูกต้นคอก็เหมือนกับกระดูกที่อื่นๆ เมื่อใช้งานมานานก็เกิดการเสื่อมของกระดูก หมอนกระดูกจะบางลง และมีกระดูกงอกเงยออกมา ผู้ป่วยจะมีอาการปวดต้นคอ มักจะเป็นมากในตอนเช้า ปวดต้นคอร้าวไปบริเวณไหล่หรือสะบัก ตอนสายๆอาการจะดีขึ้น การได้รับอุบัติเหตุ ส่วนให้เกิดจากอุบัติเหตุรถหรือมอเตอร์ไซด์ มีการหงายหน้าอย่างรวดเร็วและรุนแรงทำให้มีการช้ำของกล้ามเนื้อ ในรายที่เป็นรุนแรงอาจจะมีหมอนกระดูกทับเส้นประสาท ถ้ามีอาการปวดคอ ควรรีบไปรึกษานักกายภาพบำบัด เพื่อหาสาเหตุของอาการปวดคอและรักษาก่อนที่จะมีอาการเรื้อรัง ขอบคุณข้อมูลจาก www.siamhealth.net 1. อาการปวดตึงที่คอ บ่า และไหล่ หนุ่มสาวออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ มักมีอาการปวด ตึง บริเวณคอ บ่า และไหล่ บางรายอาจมีอาการปวดเกร็งจนอาจหันคอ ก้ม หรือเงยไม่ได้ก็มี…ที่อาการเบาหน่อยก็อาจจะแค่ปวดคอ บ่า ไหล่ และบริเวณสะบักหลัง หากคุณมีอาการใดอาการหนึ่งเหล่านี้ ควรบำบัดด้วยการไปนวดคลายกล้ามเนื้อด่วนเลย อย่าปล่อยทิ้งไว้นานๆ เพราะหากอาการหนักขึ้นจะบำบัดรักษายากขึ้นตามไปด้วย ใครที่ลองไปนวดแล้วไม่หาย แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางจะดีที่สุด 2. อาการยกแขนไม่ขึ้น อาการนี้เกี่ยวเนื่องมาจากข้อแรก ซึ่งจะมีอาการปวดตึงกล้ามเนื้อตั้งแต่คอ บ่า จนถึงไหล่ และร้าวลงไปที่แขน จนเป็นเหตุให้ยกแขนไม่ขึ้น เนื่องจากว่ามีพังผืดมาเกาะที่บริเวณสะบักและหัวไหล่นั่นเอง และบางรายอาจมีอาการชาไปที่มือหรือนิ้วมือด้วย…ใครที่มีอาการแบบนี้ควรบำบัด ด้วยการไปให้แพทย์แผนไทยกดจุดเพื่อทำการสลายพังผืด หรือประคบร้อนเพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนที่เป็นพังผืดแข็งตึงให้ อ่อนตัวลงและคลายความปวดลง อาการก็จะดีขึ้น 3. อาการปวดหลัง เป็นอีกหนึ่งอาการยอดฮิตของออฟฟิศซินโดรมเลยล่ะ เกิดจากการที่เรานั่งทำงานติดต่อกันนานๆ หรืองานที่ต้องยืนนานๆ โดยเฉพาะคุณสาวๆ ที่ต้องใส่รองเท้าส้นสูงตลอดทั้งวันด้วยแล้ว ยิ่งเกิดอาการปวดหลังได้ง่าย การยกของหนักเป็นประจำหรือการออกกำลังกายหักโหมเกินไปก็เป็นสาเหตุให้ปวด หลังได้เช่นกัน โดยอาจเกิดอาการเคล็ด ขัด ยอก หรือปวด ตึง กล้ามเนื้อบริเวณหลัง จนบางรายอาจไม่สามารถเอี้ยวหรือบิดตัวได้ แนะนำให้รีบปรึกษาแพทย์แผนไทยหรือแพทย์เฉพาะทางเพื่อบำบัดแก้ไขอาการเหล่า นี้ให้หมดไป 4. อาการปวดและตึงที่ขา เกิดจากการนั่ง เดิน หรือยืนนานๆ จนทำให้ปวดตึงกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นทั่วทั้งขา บางรายปวดร้าวไปที่เข่าและข้อเท้าก็มี ซึ่งอาการเหล่านี้เกิดจากการใช้งานขาหนักทุกวันจนเกิดอาการล้าสะสม ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานๆ โดยไม่ได้รับการบำบัดแก้ไข อาจทำให้เกิดอาการปวดร้าวและอาการชาลงไปที่บริเวณเท้าและปลายนิ้วเท้าได้ ทางที่ดีแม้มีอาการเพียงเล็กน้อยก็ควรรีบทำการบำบัดโดยด่วน! 5. อาการปวดศีรษะ ในแต่ละวันคนทำงานออฟฟิศส่วนใหญ่จะเกิดความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว จนทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ บางรายอาจเกิดจากการทำงานหนักเกินไป หรือต้องเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ตลอดเวลา เมื่อเกิดอาการปวดศีรษะขึ้นมา คนส่วนใหญ่จะแก้ไขด้วยการกินยาแก้ปวด บางรายอาจกินติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งอาการปวดศีรษะก็จะหายไปชั่วคราว แต่อาจกลับมาทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก ดังนั้น หากคุณมีอาการปวดศีรษะบ่อยๆ แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คและหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากอะไร และรีบรักษาให้หายเสียแต่เนิ่นๆ แล้วคุณจะมีความสุขกับชีวิตมากยิ่งขึ้น 9 วิธีสร้างภูมิคุ้มกันโรคออฟฟิศซินโดรม 1. ถ้าเป็นไปได้ ควรเลือกที่นั่งติดริมหน้าต่าง เพื่อให้ได้แสงจากธรรมชาติบ้าง ดีกว่าต้องนั่งอยู่ใต้แสงจากหลอดไฟตลอดทั้งวัน 2. ควรเปิดหน้าต่างออฟฟิศให้อากาศได้ระบาย อย่างน้อยในตอนเช้าที่อากาศยังไม่ร้อนมาก และตอนพักกลางวัน 3. ควรปิดเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊คทุกครั้งที่ไม่ได้ใช้งาน เพื่อลดระยะเวลาในการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นโรคความดัน โลหิตสูง และความเครียด 4. หาต้นไม้ในร่มมาปลูก เพื่อช่วยดูดซับสารพิษและเป็นที่พักสายตาอันอ่อนหล้าจากการต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ 5. ถ้าออฟฟิศคุณมีขนาดเล็ก ลองลดการใช้งานเครื่องปรับอากาศลงบ้าง บางวันคุณอาจจะเลือกใส่เสื้อผ้าที่มีลักษณะบางเบา แล้วใช้พัดลมมาเปิดแทน ก็จะรู้สึกเย็นสบายได้ และประหยัดไฟได้ด้วย 6. ควรห้ามสูบบุหรี่ในที่ทำงานโดยเด็ดขาด 7.ควรติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ และจะดียิ่งขึ้นถ้ามีตู้ปลาขนาดใหญ่ๆ สักตู้ เพื่อช่วยคืนสมดุลความชื้นที่เสียไปกับเครื่องปรับอากาศ 8.หมั่นทำความสะอาดโต๊ะทำงานของคุณเอง ด้วยแอลกอฮอล เพื่อฆ่าเชื้อโรค 9. ถ้าคุณเป็นคนติดคอมพิวเตอร์หรือมีงานด่วนที่จะต้องสะสางชนิดที่ไม่สามารถหยุดพัก ได้ ก็พยายามเตือนตัวเองให้เงยหน้าขึ้นมองออกไปไกลๆ ทุกๆ 20 นาที เพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้าของสายตา หากมีอาการเบื้องต้นเหล่านี้ สามารถเริ่มรักษาได้ด้วยตนเอง ปรับพฤติกรรมลดความเครียดจากการทำงานที่หนักเกินพอดี ด้วยการใช้เวลาทำงานกับเวลาพักผ่อนให้สมดุลกัน และควรมีการผ่อนคลายในระหว่างการทำงาน เช่น หลับตา หายใจลึกๆ สักพัก และระหว่างเวลาทำงานในทุก 1 ชั่วโมง ควรใช้สมอง 45 นาที แล้วพัก 10-15 นาที หากไม่รู้สึกดีขึ้น สามารถขอคำปรึกษาได้ ที่ “สายด่วนสุขภาพจิต โทร. 1323″ หรือปรึกษาคลินิกคลายเครียด ที่มีอยู่ในหน่วยงานในสังกัดกรมสุขภาพจิต ขอบคุณข้อมูลจาก lib.ru.ac.th, http://women.sanook.com/951394/ ข่าวบันเทิงบน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!! |
Archives
May 2020
Categories |


















RSS Feed